10 เรื่องไม่ควรทำเวลาทำแผนธุรกิจเพื่อสังคม

1. ทำแผนโดยที่ยังไม่มีพันธกิจทางสังคมที่ชัดเจน “ธุรกิจเพื่อสังคม” (social business) หมายถึงธุรกิจที่ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาด้านสังคมหรือสิ่งแวดล้อมปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยเฉพาะ ฉะนั้นการกำหนดพันธกิจเพื่อสังคม (social mission) ที่ชัดเจนตั้งแต่ต้นจึงเป็นก้าวแรกที่จำเป็นก่อนการลงมือทำแผน เพราะถ้าพันธกิจไม่ชัด แผนก็ไม่ชัด และถ้าแผนไม่ชัด ก็ยากที่จะหานักลงทุนหรือการสนับสนุนจากคนนอก ตัวอย่างพันธกิจทางสังคมที่ชัดเจน เช่น “เราจะยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรรายย่อยในไทยให้พ้นบ่วงความยากจน”

2. ละเลยเรื่อง “ความเสี่ยง” และ “ความท้าทาย” ของกิจการ ในแง่นี้แผนธุรกิจเพื่อสังคมที่ดีจึงไม่ต่างจากแผนธุรกิจทั่วไปที่ดี นั่นคือ จะต้องสะท้อนความคิดที่คมชัดเกี่ยวกับ “การจัดการความเสี่ยง” อันเกิดจากอนาคตที่ไม่แน่นอน ไม่ใช่มองว่าอนาคตของกิจการประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน เลยไม่ต้องคิดให้ชัด

3. ประเมินคู่แข่งต่ำเกินไป และคิดเอาเองว่าเจ๋ง คำอธิบายว่าคู่แข่ง “แย่กว่า” นั้นเป็นเพียงการประเมินด้วยความคิดเห็นล้วนๆ (subjective) หรือเป็นคำพูดลอยๆ ที่ไม่มีข้อมูลภววิสัย (objective data) ใดๆ รองรับ เช่น บอกว่าอิฐมวลเบาของบริษัทคุณที่ผลิตจากของเสียนั้น “ทนทานกว่า” อิฐมวลเบาในท้องตลาด แต่ไม่แสดงค่าผลการพิสูจน์จากการทดสอบจริง หรืออ้างว่าลูกค้าชอบผลิตภัณฑ์ของคุณมากกว่าของคู่แข่ง แต่ไม่แสดงผลการสำรวจความคิดเห็นใดๆ เลย เป็นต้น

4. ฝันไกลแต่ไปไม่ถึงเพราะ “เยอะ” เกิน ต้องมีโฟกัสที่ชัดเจน คือเลือกทำธุรกิจเพียงอย่างเดียวด้วยโมเดลที่ชัดเจน และทำสิ่งนั้นได้ดีมากๆ ก่อนที่จะขยับขยายต่อยอดไปทำอย่างอื่นโดยอาศัยจุดแข็งเป็น “คานงัด”

5. แก้ปัญหาแบบ “ขี่ช้างจับตั๊กแตน” ผู้จัดทำแผนต้องคิดให้ตลอดรอดฝั่งว่า ประเด็นใดบ้างที่สำคัญสำหรับ “เจ้าของปัญหา” ที่อยากมีส่วนแก้ กิจการควรจะมีความยั่งยืนทางการเงินและ “ขยายผล” (scale up) ประโยชน์ทางสังคมได้

6. เล่นไม่ซื่อและ/หรือไม่โปร่งใส ผลตอบแทนทางสังคม (Social Return On Investment – SROI) นั้นคำนวณเป็นตัวเลข “สุทธิ” คือประโยชน์ที่กิจการสร้าง ลบด้วยผลเสียที่กิจการก่อ ก่อนจะหารด้วยเงินลงทุน สิ่งสำคัญคือต้องซื่อสัตย์และโปร่งใสกับเรื่องแบบนี้ 

7. มองว่าอินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียคือ “ตะเกียงวิเศษ” อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียไม่ใช่ตะเกียงวิเศษ ถ้าคุณจะใช้มันเป็นกลไกหรือช่องทางหลักในการทำธุรกิจ คุณก็จะต้องอธิบายให้ชัดว่าจะใช้เน็ต “ทำอะไร” “ทำไม” และ “อย่างไร”

8. ส่งแผนโดยที่ยังไม่เคยทดสอบสินค้าและทดลองตลาด คุณจะหว่านล้อมกรรมการ นักลงทุน หรือแม้แต่คนทั่วไปยากมากๆ ว่ามันเจ๋งจริง ตราบใดที่คุณยังไม่ได้ลงทุนทำเวอร์ชั่นทดลอง (prototype) ออกมา และทดสอบกับตลาดจริง เช่น ทำ focus group กับลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ให้ลูกค้าทดลองใช้ฟรี ฯลฯ เนื่องจากเป้าหมายหลักของธุรกิจเพื่อสังคมอยู่ที่การช่วยแก้ปัญหาสังคมหรือสิ่งแวดล้อม บางกรณีสิ่งที่จำเป็นคือผลการทดสอบ “ประสิทธิผล” ของผลิตภัณฑ์ ก็ควรให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินประสิทธิผลของโปรแกรม ไม่ใช่มีแต่ “ผลสำรวจความพึงพอใจ” ของลูกค้า 

9. โยนศัพท์สวยๆ ใส่แผนโดยไม่อธิบายความหมายอย่างเป็นรูปธรรม แผนต้องเป็นรูปธรรม และแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจจะทำให้มันเกิดได้อย่างไร

10. ไม่เตรียมตัวตอบคำถาม พอเขียนแผนเสร็จ ควรให้คนที่ไม่คุ้นเคยกับธุรกิจที่จะทำ สละเวลามาอ่านแผนและถามคำถามต่างๆ โดยให้สมมุติว่า พวกเขากำลังใส่หมวก “นักลงทุนเพื่อสังคม” ที่ต้องครุ่นคิดพิจารณาว่าธุรกิจของคุณน่าลงทุนหรือไม่ และนักลงทุนอยากใช้เงินในทางที่เกิดประโยชน์เพื่อสังคมมากที่สุดต่อเงิน 1 บาท ลงทุนในกิจการที่ผู้ประกอบการ “อิน” กับปัญหา มีแนวโน้มจะ “ขยายผล” (scale) หรือ “ทำซ้ำ” (replicate) ที่อื่นได้ รวมทั้งมีความยั่งยืนทางการเงินไปพร้อมกัน

ที่มา: http://www.fringer.org

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.