ภาคเอกชนในเอเชียเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิคได้รับการคาดการณ์ไว้ว่าจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดของโลกในทศวรรษหน้า บริษัทเช่น แอร์เอเชีย กลุ่มทาทา ซัมซุง แอลจีอีเล็คทรอนิค และ อาลีบาบา ได้เปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินธุรกิจแบบเดิมโดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆเข้าสู่ตลาด ทำให้มีการสร้างงานและโอกาสนำมาซึ่งการลดความยากจนสำหรับคนหลายล้าน

เมื่อเดือนสิงหาคม ปี2016 ผู้แทนภาคธุรกิจ ภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบาย และผู้ปฏิบัติด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาจากกว่าสิบประเทศมาพบกันที่การประชุมครั้งที่ 15 Asian Approaches to Development Cooperation (AADC) ร่วมโดย the Korea Development Institute (KDI) และ The Asia Foundation เพื่อสำรวจบทบาทและการให้ความช่วยเหลือของประเทศในภูมิภาคเอเชียต่อการพัฒนาระหว่างประเทศและความร่วมมือแบบใต้-ใต้

สิ่งสำคัญคือ ความช่วยเหลือแบบดั้งเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป และในตอนนี้ภาคเอกชนมีบทบาทที่สำคัญมาก และบริษัทต่างๆในเอเชียก็ได้ตอบสนองต่อความต้องการนี้ขึ้นเรื่อยๆทั้งในและระหว่างประเทศ

สภาหอการค้าและสมาคมการค้าต่างๆในจีนได้พัฒนามาตรฐานด้านความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อความสมดุลย์ในการพัฒนาทรัพยากรและการปกป้องสิ่งแวดล้อมรวมถึงการพัฒนาสังคมในประเทศคู่ค้า ในปี2013 อินเดียได้เริ่มใช้กฏหมายให้บริษัทที่มีกำไรต่อปีมากกว่า 10 พันล้านรูปี จ่าย 2% ของผลกำไรนั้นเพื่อความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร กฎหมายนี้สามารถนำมาซึ่งทุนประมาณ 2.5-3 พันล้าน จากกว่า 16,000 บริษัทซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางสังคม

กลยุทธ์ที่ดึงพันธมิตรภาคเอกชนเข้าร่วมในการออกแบบโครงการและนำเสนอนวัตกรรมความร่วมมือภาครัฐ-ภาคเอกชนต่างๆอาจช่วยกระตุ้นการเพิ่มขึ้นของทรัพยากรจากภาคเอกชนเพื่อทดแทนการขาดแคลนด้านการเงิน ตัวอย่างเช่น ธนาคารเอ็กซิมในอินเดียที่ได้เปลี่ยนจากการใช้สินค้าเป็นศูนย์กลาง มาเป็นการเข้าถึงลูกค้าและได้ริเริ่มแผนการเงินแบบใหม่ชื่อ Hybrid Annuity Finance Model

ผู้แทนจากแอร์เอเชีย, แอลจีอีเล็คทรอนิค, ริโก้, เจน เออริเกชั่น และซิสโก้ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ผลงานของบริษัทที่ส่งผลลัพธ์ต่อสังคมที่สูงมากๆ ได้แก่ การพัฒนากิจการเพื่อสังคม การสร้างทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการเตรียมการเข้าถึงน้ำสำหรับชาวนา

บริษัทต่างๆได้ก้าวผ่านความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กรและการบริจาค ไปสู่การพัฒนาความคิดริเริ่มด้านการสร้างคุณค่าร่วม ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่มีคุณค่าทั้งด้านสังคมและธุรกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันก็จัดการปัญหาความท้าทายด้านสังคมและการพัฒนา ตัวอย่างเช่น โครงการ Bottom of the Pyramid ของริโก้ ที่เปิดร้านค้าสตรีกว่า 42 แห่ง ในชุมชนที่ยากจนที่เมือง Bihar สร้างการจ้างงาน รายได้ และส่งเสริมพลังให้กับผู้หญิง ในขณะที่ริโก้ก็ได้ขายระบบไอทีให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ซิสโก้ก็เช่นกันได้แนะนำโครงการ Women Rock-IT initiative ให้กับเครือข่ายด้านการศึกษาแห่งหนึ่งซึ่งได้ฝึกอบรมนักเรียนกว่าล้านคนใน 24 ประเทศในเอเชียเพื่อสร้างแรงบันดาลใจแก่เด็กหญิงและสตรีให้พิจารณาอาชีพด้านไอทีและสนับสนุนนักเรียนหญิงที่ได้เลือกเส้นทางนี้แล้ว

อย่างไรก็ตาม มีข้อท้าทายหลายประการในการทำงานร่วมกับภาคเอกชนด้านการพัฒนาเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ทางสังคม กลยุทธ์ในการเชื่อมโยงธุรกิจกับชุมชนท้องถิ่นและองค์กรภาคประชาสังคมเป็นสิ่งจำเป็น การวัดผลกระทบทางสังคมเป็นเรื่องใหม่สำหรับหลายบริษัท บางองค์กรได้ใช้ SROI มาเป็นกรอบในการวัดผล

ท้ายที่สุดแล้ว การนำมาซึ่งพันธมิตรที่มีความหลากหลายนั้นต้องใช้ความพยายามอย่างมาก เนื่องจาก ภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม มีความแตกต่างด้านกฏหมาย ข้อบังคับ ทรัพยากร ความเชี่ยวชาญ องค์ประกอบ การปกครอง ความรับผิดชอบ และภาษา ซึ่งอาจเกิดความคับข้องใจและยับยั้งความร่วมมือกันได้

ผู้เข้าร่วมได้สรุปว่า ผลตอบแทนทางการค้าและทางสังคมไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ซึ่งการพัฒนาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ร่วมกันกับภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เป็นวิถีทางที่ดีที่สุด นำไปสู่ผลลัพธ์อย่างยั่งยืนในความร่วมมือด้านการพัฒนา

ที่มา: http://www.asiafoundation.org

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.