แนวทางการคิดค่าธรรมเนียมคราวด์ฟันดิ้งสำหรับผู้ประกอบการ

การที่จะทำแคมเปญคราวด์ฟันดิ้ง (crowdfunding) นั้นต้องมีการวางแผนอย่างชาญฉลาด และสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจก็คือ การคิดค่าธรรมเนียมของแพลตฟอร์มคราวด์ฟันดิ้ง อย่างเช่นแพลตฟอร์มยอดนิยมที่ชื่อ Kickstarter และ Indiegogo เพราะไม่ว่าจะอย่างไร คุณก็จะได้เงินน้อยกว่าที่ระดมทุนได้ และจะมีผลกระทบต่อกำไรหรือขาดทุนได้

โมเดลธุรกิจของคราวด์ฟันดิ้ง

Rewards-based crowdfunding หรือ การระดมเงินแบบให้สิ่งตอบแทน อาจเป็นสินค้า หรือ ของที่ระลึก มีตัวอย่างการระดมทุนสูงสุดใน Kickstarter เช่น

Pebble Time – $20 ล้าน (ออกตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558)

ที่มา: blog.producthype.co

Coolest Cooler – $13.3 ล้าน (ออกตัวเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2557)

ที่มา: blog.producthype.co

โมเดลการระดมเงินแบบให้สิ่งตอบแทนนี้ เป็นรูปแบบของคราวด์ฟันดิ้งที่ใหญ่ที่สุดแบบหนึ่ง และเป็นหนึ่งในแบบที่ทำกำไรได้มากที่สุด วิธีที่คราวด์ฟันดิ้งแพลตฟอร์มทำรายได้คือ การคิดเปอร์เซ็นต์จากเงินที่ระดมมาได้ในช่วงเวลาของการทำงานโครงการหนึ่งๆ และมีค่าธรรมเนียมตัดบัตรเครดิต 3% ต่อธุรกรรม

มาดูกันว่าแพลตฟอร์มใหญ่ๆ เขาเก็บค่าธรรมเนียมกันอย่างไร

ค่าธรรมเนียมของ Kickstarter

Kickstarter เป็นผู้เล่นที่สำคัญในการระดมเงินแบบให้สิ่งตอบแทน ที่ได้ทุนมาแล้วกว่า $1.5 พันล้านตั้งแต่ก่อตั้งมา

ค่าธรรมเนียมของ Kickstarter (อย่างน้อยก็ในสหรัฐอเมริกา) มีรายละเอียด ดังนี้:

1. ค่าธรรมเนียมของ Kickstarter: 5% ของเงินที่ระดมมาได้

2. ค่าตัดบัตรเครดิต: 3%

+$0.20 ต่อการบริจาคหนึ่งครั้ง หากน้อยกว่า $10 ได้รับส่วนลดค่าธรรมเนียม 5%

+$0.05 ต่อการบริจาคหนึ่งครั้ง

ตัวอย่างคือ ถ้าเราระดมทุนได้ $100,000 จากผู้สนับสนุนจำนวน 1,000 คน ค่าธรรมเนียมของ Kickstarter: 5% ของยอดระดมทุนที่ได้ จะเท่ากับ $5,000 (5% x $100,000) และค่าตัดบัตรเครดิตอีก 3% ของยอดระดมทุนที่ได้ เท่ากับ $3,000 (3% x $100,000) มีค่าบริการเล็กๆ อีก $0.20 ต่อการบริจาคหนึ่งครั้ง เท่ากับ $200 ($0.20 x 1,000) ดังนี้ คุณก็จะเหลือเงินน้อยกว่า $92,000 จากจำนวนที่ระดมทุนได้ $100,000 บนแพลตฟอร์ม Kickstarter

ค่าธรรมเนียมของ Indiegogo

Indiegogo เป็นผู้บุกเบิกด้านการระดมเงินแบบให้สิ่งตอบแทน ที่ยังคงระดมทุนได้มากมายให้กับแคมเปญคราวด์ฟันดิ้งทั่วโลก

สิ่งที่น่าสนใจของ Indiegogo ก็คือ แพลตฟอร์มมี 2 ทางเลือก ในการทำแคมเปญ คือ แบบตายตัวและแบบยืดหยุ่น

แบบตายตัว ก็คือ แคมเปญต้องทำให้ได้ถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ หากทำไม่ได้ จะไม่มีการดำเนินการใดๆ ต่อ

แบบยืดหยุ่น คือ ผู้ระดมทุนต้องการเก็บเงินไว้ไม่ว่าจะถึงเป้าหมายหรือไม่ก็ตาม

นี่คือการคิดค่าธรรมเนียมในแต่ละแบบ:

แบบตายตัว ถ้าถึงเป้าหมาย: 4% ของยอดระดมทุน ถ้าไม่ถึงเป้าหมาย: 0% เพราะจะคืนเงินให้ผู้สนับสนุน มีค่าบริการตัดบัตรเครดิตอีก 3-5%

แบบยืดหยุ่น ถ้าถึงเป้าหมาย: 4% ของยอดระดมทุน ถ้าไม่ถึงเป้าหมาย: 9% ของยอดระดมทุนที่ได้ มีค่าบริการตัดบัตรเครดิตอีด 3-5%

หมายเหตุ: Kickstarter ไม่มีข้อเสนอการคิดค่าธรรมเนียมแบบยืดหยุ่น จึงไม่มีตัวเปรียบเทียบ

การเลือกไปตามเส้นทางยืดหยุ่นแต่ไม่ถึงเป้าหมายนั้น มีต้นทุนสูงกว่าการไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ นี่คือ แรงจูงใจที่ทำให้ผู้ทำการระดมทุนในแพลตฟอร์มเหล่านี้ต้องแน่ใจว่าเป้าหมายของการระดมทุนที่ตั้งไว้เป็นไปได้จริง

นอกจากนี้ คุณยังต้องดำเนินการผลิตสินค้าตามที่ขอทุนสนับสนุนไว้ให้ประสบความสำเร็จ คุณจะเห็นได้ว่ากระบวนการคราวด์ฟันดิงนั้นมีความกดดันมากทีเดียว (รวมถึงความสำคัญของวิธีการวางแผนและการมีงบประมาณที่เหมาะสม)

ที่มา: เนื้อหาจาก thebalancesmb

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.