ความเหมาะสมของผู้นำ

การได้ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดหรือผู้นำองค์กรนั้นไม่ได้ง่าย กว่าจะได้มานั้นต้องแลกกับความยากลำบาก ทำงานหนัก หรือเล่นเกมการเมืองในที่ทำงาน เมื่อได้ตำแหน่งมาแล้ว ก็ยังต้องรักษาไว้ทุกวิถีทาง ด้วยการแสดงผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ หรือวิธีการอื่นๆ

แต่อาจจะมีบ้างที่บางคนอาจได้รับตำแหน่งผู้นำมาโดยที่ไม่ได้มีความพยายามใดๆ เลย เพียงเพราะองค์กรหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ หรือได้แต่ต่อมาคนนั้นไม่สามารถมาร่วมงานได้ ส่งผลให้ต้องเลือกคนภายในองค์กรที่เป็นคนเก่าคนแก่ มีอายุงานยาวนาน แต่ก็ไม่ได้มีประสบการณ์ที่หลากหลาย ไม่เห็นถึงคุณค่าของตำแหน่ง ส่งผลให้อาจทำตัวไม่เหมาะสม

ผู้นำที่จะได้รับความเคารพนับถือจะต้องมีอะไรบางอย่างหรือหลายอย่างที่เหนือกว่าผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งสามารถเพิ่มมูลค่าของงานที่ผู้ใต้บังคับบัญชานำเสนอได้ มีความรู้ความสามารถที่มากกว่า หรือมีการศึกษาที่สูงกว่า เป็นต้น หากลูกน้องเดินเข้ามาปรึกษาแล้วไม่มีความเห็น ไม่สามารถให้คำแนะนำใดๆ ได้ ต้องเรียกประชุมขอความเห็นจากคนอื่นๆ ก็อาจจะน่าเบื่อ หากคนทั้งองค์กรจบโทเป็นส่วนใหญ่ มีเพียง CEO ที่จบปริญญาตรี อาจต้องพิจารณาว่าควรจะเรียนเพิ่มเพื่อประดับบารมีไหม หรือมีความเก่งส่วนอื่นที่สามารถทดแทนตรงนี้ได้ ผู้นำควรประเมินตนเองอยู่เสมอ ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติม และสร้างสัมพันธภาพในวงการเพื่อเอื้อต่องาน

สมัยที่ผู้เขียนเพิ่งเริ่มทำงานนั้น มีความรู้สึกว่าตนเองเก่งมากๆ ในงาน บางทีหัวหน้ามาถามในรายละเอียด ก็แอบคิดว่าหัวหน้าไม่เก่ง ช่างไม่รู้เรื่องอะไรเลย แต่เมื่อทำงานนานขึ้น มีประสบการณ์มากขึ้น ก็ได้สังเกตเห็นแล้วว่า หัวหน้าเรานั้นมักมีอะไรที่เหนือกว่าเราเสมอ ที่ทำให้เราเคารพเขาได้ เช่น เขาไม่รู้รายละเอียดงาน แต่มองเห็นภาพรวม ให้คำแนะนำด้านกลยุทธ์แก่เราได้ เขาต่อสู้กับการเมืองในที่ทำงานเพื่อปกป้องเราได้ หากหัวหน้าไม่มีความเก่งที่เหนือกว่าเรา ก็นับวันเวลาถอยหลังได้เลยว่าใครจะไปก่อน ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นลูกน้องที่ไป เพราะสิ่งที่หัวหน้ายังมีเหนือกว่าลูกน้องคืออำนาจในมือ และหากหัวหน้าไม่ได้มีความรู้สึกรับผิดชอบอันใด ก็จะยังคงอยู่ และใช้งานคนใหม่ต่อไป